วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ปะการัง กำลังถูกทำลาย

ปะการังถูกทำลายและเสื่อมสลายเป็นเหตุให้ ระบบนิเวศน์ขาดสมดุล จำแนกได้ 2 สาเหตุใหญ่ ๆ คือ
มนุษย์ได้จับสัตว์น้ำในบริเวณแนวปะการังมาใช้ประโยชน์โดยไม่ถูกต้อง เช่น การใช้ระเบิด สารเคมี ลอบ ฉมวก ยิงปลาและสัตว์อื่น ๆ นอกจากนี้คือการทำเหมืองแร่ การทิ้งของเสีย การท่องเที่ยว และการทิ้งหรือถอนสมอเรือ
ธรรมชาติทำลายปะการัง ได้แก่ พายุ สัตว์มีชีวิต (เพรียง หอยเม่น ปลานกแก้ว ปลาผีเสื้อ) และสัตว์ที่กินปะการัง (ปลาดาวหนาม หรือดาวมงกุฏหนาม หอยสังข์หนาม)

ประโยชน์มากมายของ ปะการัง

1. แนวปะการังบริเวณชายฝั่งและแนวปะการังแบบกำแพง ช่วยป้องกันชายฝั่งจากการกัดเซาะของคลื่นและกระแสน้ำโดยตรง บริเวณชายฝั่งที่แนวปะการังถูกทำลายจะถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงจากคลื่นลมทะเล ในฤดูมรสุม

2. แนวปะการังเป็นแหล่งกำเนิดทรายให้กับชายหาด ทั้งจากการสึกกร่อนของโครงสร้างหินปูน การกัดกร่อนโดยสัตว์ทะเลบางชนิดและจากกระแสคลื่น ซึ่งทำให้หินปูนปะการังแตกละเอียดเป็นเม็ดทรายที่ขาวสะอาด มีการประมาณว่าแร่ธาตุแคลเซียมคาร์บอเนตที่ทับถมในมหาสมุทรนั้น ร้อยละ 50 เกิดจากแนวปะการัง

3. แนวปะการังเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์และยังเป็นที่อยูอาศัยของสัตว์และพืชนานา ชนิด ที่อาศัยอยู่เฉพาะในแนวปะการัง เช่น เต่าทะเลและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ ปลาหมึก หอย กุ้ง แมงกะพรุน และปลิงทะเล เป็นต้น

4. แนวปะการังเป็นแหล่งที่มาของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง เช่น ปูนขาว กระเบื้อง และทราย

5. สิ่งมีชีวิตบางชนิดในแนวปะการัง เช่น Sea hare และ Sea fan ผลิตสารพิษเพื่อป้องกันตัวเองนั้น สามารถนำม

าสกัดใช้ทำยา เช่น ยาต่อต้านโรคมะเร็ง ยาต่อต้านจุลชีพและน้ำยาป้องกันการตกผลึกและแข็งตัว เป็นต้น

6. แนวปะการังเป็นเสมือนห้องทดลองทางนิเวศวิทยา ในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมาได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบนิเวศในแนวปะการังเพิ่มขึ้น อย่างมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

7. แนวปะการังจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวใต้ทะเลที่มีความสวยงาม ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและน้ำทะเลที่ใสสะอาด ปะการังจึงเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวการดำน้ำและการ ถ่ายภาพใต้น้ำ

8. ปะการังเป็นสินค้า มีกิจการส่งออกสินค้าปะการัง เปลือกหอย กระดองเต่า และปลาสวยงาม ซึ่งกลายเป็นอุตสาหกรรมหลักในการผลิตเครื่องประดับที่นิยมไปทั่วโลก ปัจจุบันห้ามการส่งออกปะการังและเต่าทะเลอย่างเด็ดขาด

การแบ่งประเภทของ ปะการัง

ปะการัง มีการแบ่งประเภทออกเป็น 3 ประเภท คือ แนวปะการังบริเวณชายฝั่ง,แนวปะการังแบบกำแพง ,แนวปะการังแบบเกาะ
1. แนวปะการังบริเวณชายฝั่ง เป็นแนวปะการังน้ำตื้นอยู่ใกล้ชายฝั่ง ได้แก่
- ปะการังแนวลาดชัน เป็นแนวปะการังที่อยู่ติดทะเลลึก เติบโตได้ดี เพราะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทั้งระดับความลึก ความเค็ม และความใสของน้ำทะเล
- แนวปะการังพื้นราบ เป็นแนว ปะการังที่อยู่ติดกับชายฝั่ง มีปะการังเติบโตอยู่ไม่กี่ชนิด เนื่องจากเป็นเขตน้ำตื้นเมื่อน้ำลดลงปะการังได้รับแสงแดดมากเกินไป ความไม่คงที่ของน้ำทะเลจึงไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของปะการัง

2. แนวปะการังแบบกำแพง มีลักษณะเช่นเดียวกับแนวปะการังบริเวณชายฝั่งต่างกันที่แนวปะการังแบบกำแพง จะอยู่ห่างจากชายฝั่งออกมามากกว่าและปกติจะมีร่องน้ำที่ลึกและกว้างคั่นอยู่ ระหว่างแนวปะการังกับบริเวณชายฝั่งในบริเวณที่เป็นร่องน้ำลึกนั้นก็เป็นที่ๆ มีปะการังเจริญเติบโตอยู่ด้วย แนวปะการังแบบกำแพงที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือเกรท แบริเออร์ รีฟ (Great Barrier Reef) อยู่ทางตะวันออกของประเทศออสเตรเลีย มีความยาว 1,370 ไมล์

3. แนวปะการังแบบเกาะ เป็นแนวปะการังที่อยู่ในน่านน้ำทะเลลึกไกลจากน้ำ บางครั้งมีลักษณะเป็นเกาะเล็กๆ ที่เกิดจากโครงสร้างหินปูนของปะการัง เกาะประเภทนี้จะมีหาดทรายที่สวยและขาวสะอาดเพราะเป็นรายที่เกิดจากการสลาย ตัวของโครงสร้างหินปูนของปะการัง

ปะการัง สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล

ปะการัง คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กประเภทหนึ่งซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อยู่ใต้ท้องทะเล และมีโครงสร้างเป็นหินปูนห่อหุ้มตัวอันอ่อนนุ่มของปะการังไว้เป็นชั้นนอก ซึ่งโครงสร้างหินปูนนี้เกิดจากชีวิตเล็กๆ ของปะการังได้สร้างขึ้นเป็นรูปทรงต่างๆ เป็นแผ่น เป็นก้อนหรือมีกิ่งก้าน และ แผ่ขยายไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นแนวปะการังอยู่ใต้ท้องทะเล ปะการัง จะเติบโตได้ดีเฉพาะบริเวณที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิตั้งแต่ 8-27 องศาเซลเซียส มีแสงแดดพอประมาณ น้ำไม่ขุ่น และมีความลึกของน้ำไม่เกินกว่า 50 เมตร

ปะการัง มีรูปร่างลักษณะเป็นทรงกระบอกที่มีขนาดเพียง 1 มิลลิเมตร ถึง 1 เซนติเมตรและมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 3 ส่วนคือส่วนที่เป็นฐานซึ่งอยู่ติดกับโครงสร้างหินปูนส่วนบนที่เป็นปากมี หนวดล้อมอยู่โดยรอบซึ่งบริเวณหนวดมีเข็มพิษที่มีฤทธิ์ทำให้เหยื่อสลบหรือตาย และส่วนกลางของลำตัวมีรูปร่างเป็นทรงกระบอก ในตอนกลางวันปะการังจะเก็บตัวอยู่ในโครงสร้างแข็งอยู่ตลอดเวลาพอกลางคืน ปะการังก็จะแผ่ขยายหนวดออกควานหาเหยื่อเล็กๆ ที่ล่องลอยมากับกระแสน้ำ นอกจากนี้อาหารของปาการังอีกชนิดหนึ่งก็คือสาหร่ายที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อ ของมันเอง

ปะการังตัวหนึ่งๆ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะขยายพันธุ์โดยให้กำเนิดลูกปะการังเล็กๆ ล่อง ลอยไปตามกระแสน้ำซึ่งสามารถล่องลอยไปกับกระแสน้ำได้ในระยะไกลแสนไกลตราบเท่า ที่มันยังไม่ตกเป็นเหยื่อของสัตว์ทะเลอื่นและไปเกาะจับบริเวณที่เป็นส่วน แข็งของท้องทะเล เช่น ก้อนหิน ปะการัง จะเริ่มสร้างโครงสร้างแข็งที่เป็นหินปูนขึ้นห่อหุ้มตัวไว้ และขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนเติบโตเป็นกลุ่มก้อนรูปทรงต่างๆ และ เมื่อชีวิตเล็กๆ ของปะการังเกิดขึ้นใหม่ก็จะสร้างโครงแข็งจากโครงร่างเดิมแตกเป็นกิ่งก้านออก ไปอยู่ตลอดเวลา ทำให้แนวปะการังค่อยๆ แผ่ขยายออกไปเป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ภายใต้น่านน้ำแห่งท้องทะเล ในปีหนึ่งๆ กลุ่มปะการังจะสามารถสร้างโครงสร้างหินปูนได้เพียง 6-7 มิลลิเมตรเท่านั้น กิ่งก้านสาขาของปะการังที่เราเห็นจะเติบโตได้ 10 เซนติเมตรนั้น ก็ต้องใช้เวลาสร้างนาน 10 - 15 ปี

แนวปะการัง มีความเร้นลับซับ ซ้อนทางกายภาพ เนื่องจากทุกๆ รูและซอกโพรงนั้นจะเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมี ชีวิตอื่น ได้แก่ ปลา และสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง และเป็นแหล่งเพาะ พันธุ์สัตว์น้ำทางทะเล โดยเฉพาะปลานกแก้ว ปลาผีเสื้อซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ อาศัยและค้ำจุนชีวิตของสัตว์น้ำมากกว่า 3,000 ชนิด ชุมชนของสิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง มีก๊าซไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารที่สำคัญส่วนหนึ่งผลิตขึ้นโดยสาหร่ายสีน้ำเงิน แกมเขียวอีกส่วนหนึ่งจะผลิตโดยแบคทีเรียที่ปะปนอยู่ในตะตอนดินในแนวปะการังในหญ้าทะเลและในป่าชายเลน